วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

งานช่างไฟฟ้า

ความหมายของงานช่างไฟฟ้า

                            
                         งานไฟฟ้า หมายถึง การปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับไฟฟ้าในการสร้างหรือผลิต การซ่อมแซม การปรับปรุง การติดตั้งอุปกรณ์หรือ วงจรไฟฟ้าด้วยความปลอดภัย เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ในการดำรงชีวิตประจำวัน
งานไฟฟ้ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ดังนี้
1. งานไฟฟ้าใช้ในการสร้างเครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ให้พลังงานความร้อน พลังงานแสงสว่าง พลังงานกล ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องปรับอากาศ หลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์ ลิฟต์ บันไดเลื่อน
เป็นต้น
2. งานไฟฟ้าช่วยพัฒนาระบบสื่อสาร คมนาคม ให้สะดวกเจริญก้าวหน้า เช่น วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์
รถไฟฟ้า เป็นต้น
3. งานไฟฟ้าช่วยพัฒนาระบบการผลิตสินค้าของโรงงานอุตสาหกรรม

อ้างอิง :  http://www.krusam.net/krusam.htm

การใช้งานอุปกรณ์งานช่างไฟฟ้าและการดูแลรักษาเครื่องมืองานช่างไฟฟ้า
                                    


1.ค้อน  สำหรับใช้งานไฟฟ้ามีหลายชนิด  เช่น  ค้อนหงอน  ทำด้วยเหล็กด้านหน้าเรียบ  หงอนด้านบนใช้ถอนตะปู  ค้อนเหลียมเล็กใช้ตอกตะปูในการเดินสายไฟ 
วิธีใช้และการบำรุงรักษา
    การใช้ค้อนมีข้อควรระวังและวิธีใช้ดังนี้   
1)  อย่าใช้ค้อนงัดจนเกินกำลังจะทำให้ด้านค้อนหัก   
2)  รักษาผิวหน้าค้อนให้ราบเรียบเสมอกัน   
3)  ห้ามใช้ค้อนที่ชำรุด   
4)  หลังใช้งานแล้ว  ควรเช็ดให้สะอาด  ทาด้วยน้ำมัน เก็บไว้ในที่เก็บเครื่องมือ


                                                

2.คีม  คีมเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการเดินสายไฟมาก  ใช้ตัด  ดัด  งอ  โค้งและปอกสายไฟ  คีมที่มีด้ามเป็นฉนวนหุ้ม  จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีความปลอดภัยในการทำงาน  คีมที่ใช้ในการเดินสายไฟพอจะแยกออกได้เป็น  4  ชนิด  คือ  คีมปอกสายและตัดสาย  คีมปากจระเข้  คีมปากจิ้งจก  และคีมย้ำหัวต่อสาย
วิธีใช้และการบำรุงรักษา
    1)  ใช้คีมให้เหมาะกับงาน   
2)  ไม่ใช้คีมขันสกรูหรือเกลียว  เพราะจะทำให้ปากคีมเยิน   
3)  ไม่ควรใช้คีมต่างค้อน   
4)  ก่อนใช้ตรวจฉนวนหุ้มให้เรียบร้อย  ถ้าชำรุดห้ามใช้   
5)  เมื่อเลิกใช้ควรทำความสะอาดเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย



3.  ไขควง  ไขควงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นอย่างยิ่งในงานไฟฟ้าเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน  เช่น  ต่อฟิวส์ ใส่สวิตซ์ใส่ดวงโคม  ขันตะปูเกลียวหรือสกรูให้แน่น  ถอนตะปูเกลียวออกจากที่ยึด  ไขควงมีหลาย ชนิดตามลักษณะที่ใช้งาน คือ  ไขควงปากแบน  ไขควงปากสี่แฉก  ไขควง
วิธีใช้และการบำรุงรักษา
1)  ไม่ควรใช้ไขควงแทนสกัดหรือค้อน   
2)  ไม่ควรใช้ไขควงที่เปื้อนน้ำมัน  เพราะอาจเกิดพลาดพลั้งกระแทกมือได้   
3)  ควรเลือกใช้ไขควงที่มีปากลักษณะเดียวกับชนิดของหัวสกรู   
4)  การใช้ไขควง  ควรจับที่ด้ามของไขควง  ไม่ควรใช้คีมจับด้ามไขควงขันสกรู   
5)  ใช้ไขควงที่มีด้านเป็นฉนวนในงานช่างไฟฟ้า   
6)  ถ้าไขควงชำรุดต้องซ่อมทันที   
7)  หลีกเลี่ยงการใช้ไขควงถอดหรือคลายสกรูเก่าที่ชำรุด   
8)  เมื่อเลิกใช้แล้วควรทำความสะอาดและเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
                           







6.  เลื่อย  เลื่อยมีหลายชนิดหลายแบบทั้งขนาดและรูปร่าง  เลื่อยที่ใช้สำหรับงานช่างไฟฟ้า  คือเลื่อยปากไม้หรือเลื่อยรอปากไม้  เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  สันด้านบนเป็นเหล็กหนา มีฟันเลื่อยละเอียด  ใช้สำหรับตัดปากไม้ในการเข้าไม้ต่างๆ  ให้ประณีตเรียบร้อย
วิธีใช้และการบำรุงรักษา
    1)  อย่าปล่อยให้ใบเลื่อยเปียกน้ำ  ควรเก็บไว้ในที่แห้ง ไม่ชื้น    2)  เมื่อแต่งฟันเลื่อย  พยายามให้ฟันเลื่อยอยู่ในรูปเดิม    3)  อย่าวางเลื่อยให้ถูกแดดร้อนจัด    4)  เมื่อเลิกใช้แล้วต้องทำความสะอาดชโลมด้วยน้ำมัน  เก็บเข้าที่ให้เรียบ


7.  หัวแร้งบัดกรี  หัวแร้งที่ใช้ในการบัดกรี  เพื่อเชื่อมหรือประสาน  มีอยู่  2  ชนิดคือ หัวแร้งชนิดเผาด้วยถ่าน  และหัวแร้งไฟฟ้า  หัวแร้งไฟฟ้าเหมาะที่จะใช้กับงานเดินสายไฟ  และงานซ่อม  งานประสานเล็กๆ  น้อยๆ  ที่ใช้ความร้อนไม่มากนัก
วิธีใช้และการบำรุงรักษา
    1)  ต้องรักษาปลายหัวแร้งให้สะอาดอยู่เสมอ    2)  อย่าให้หัวแล้งบัดกรีร้อนจัดเกินไป    3)  หัวแร้งเมื่อใช้แล้วต้องจุ่มน้ำกรดอย่างเจือจาง แล้วจึงเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย





4.  สว่านเจาะไม้  สว่านเจาะไม้ใช้ในการเดินสายไฟมาก เพราะบางครั้งต้องเจาะรู  เพื่อยึดอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น  พุกประกับลูกถ้วย กล่องไม้  ร้อยสาย  เป็นต้น  สว่านเจาะไม้มีหลายแบบหลายขนาด  เช่น  สว่านข้อเสื่อ  สว่านเฟือง  สว่านมือชนิดกระแทก  สว่านมือด้ามเหล็กและสว่านไฟฟ้าซึ่งใช้เจาะได้ทั้งไม้และผนังตึก  ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน
วิธีใช้และการบำรุงรักษา   
1)  เลือกสว่านให้เหมาะสมกับงาน   
2)  ใส่ดอกสว่านให้ตรงแน่นก่อนใช้งาน   
 3)  ขณะเจาะต้องตั้งดอกสว่านให้ตั้งฉากกับชิ้นงาน  จับชิ้นงานไว้ให้แน่น   
4)  ถ้าต้องการเจาะรูโต  ควรใช้ดอกสว่านเล็กนำก่อน    
5)  ขณะเจาะควรคลายให้เศษวัสดุบ้างเพื่อลดแรงกดทั้งป้องกันมิให้ดอกสว่านร้อนและหัก    
6)  หากชิ้นงานที่เจาะเป็นไม้  ก่อนทะลุควรกลับไม้เจาะด้านตรงข้ามเพื่อป้องกันไม่ให้แตก   
7)  การเจาะด้วยสว่านไฟฟ้าไม่ควรล็อกปุ่มกดสวิตซ์  และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ   
8)  เมื่อเลิกใช้งานให้ถอดคอกสว่านออกจากตัวสว่าน  ทำความสะอาด  เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย

                        

5.  มีด  มีดใช้สำหรับตัด  ปอก  ขูดหรือทำความสะอาดสายไฟ  ใช้มากในการเดินสายไฟฟ้า
วิธีใช้และการบำรุงรักษา
การปอกสายไฟควรตะแคงมีดทำมุม
  45  องศา  กับสายไฟลักษณะเดียวกับการเหลาดินสอ  อย่ากดใบมีดลึกจนเกินไป  เพราะใบมีอาจตัดถูกลวดทองแดงภายในขาด  หรือ ชำรุดเสียหายได้


                             


8.  เครื่องมือวัดไฟฟ้า เครื่องมือวัดไฟฟ้า  เช่น  มัลติมิเตอร์  ใช้วัดได้หลายอย่าง คือ โวลต์  แอมแปร์และโอห์ม
วิธีใช้และการบำรุงรักษา
1)  ศึกษาวิธีใช้เครื่องมือวัดให้เข้าใจก่อนใช้ เพราะหากใช้ผิดจะเกิดความเสียหายได้ 
2)
  เลือกใช้เครื่องวัดให้ถูกกับชนิดของกระแสไฟฟ้า
3)
  ใช้แล้วต้องเก็บรักษาให้ดี อย่าให้ตกหรือกระทบกระเทือนมากๆ อาจชำรุดหรือเกิดความเสียหาย
    
9.  สายไฟฟ้า  เป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าให้ไหลผ่านไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าจนครบวงจร  สายไฟแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ ชนิดสายเปลือย และชนิดสายหุ้มฉนวน
            สายเปลือย เป็นสายที่ไม้มีฉนวนหุ้ม มักจะเป็นสายขนาดใหญ่ ใช้กับงานไฟฟ้าแรงสูง
  มีทั้งสายที่ทำด้วยทองแดง และสายชนิดผสมอะลูมิเนียม สายไฟฟ้าตามถนนที่เป็นสายเปลือย ถ้าสัมผัสแม้โดยทางอ้อมก็อาจเกิดอันตรายได้
            สายหุ้มฉนวน
  มักจะมีฉนวนหุ้มในลักษณะต่างๆ ฉนวนที่หุ้มสายอาจเป็นยาง ด้าย ไหม พีวีซี สายหุ้มฉนวนเป็นสายที่นิยมใช้กันตามอาคารบ้านเรือน  เพราะราคาถูกและใช้งานได้ดี
สายไฟฟ้ามีหลายขนาด
  การเลือกใช้สายไฟให้เหมาะสมกับการใช้สอยจึงเป็นสิ่งจำเป็น
การเลือกใช้ขนาดสายไฟฟ้าในบ้าน (สายไฟฟ้าที่ใช้กับอุณหภูมิไม่เกิน
  40  องศาเซลเซียส
10.  เข็มขัดรัดสาย  เข็มขัดรัดสายทำด้วยอลูมิเนียม มีรูตรงกลาง 1 - 2 รู  แล้วแต่ขนาดของเข็มขัดรัดสายซึ่งมีขนาดเบอร์ต่างๆ กันตั้งแต่เบอร์ 0 - 6 รูตรงกลางนี้ใช้สำหรับตอกตะปูยึดกับผนังให้แน่น เข็มขัดรัดสายเบอร์ 0 สำหรับสายที่มีขนาดเล็กเส้นเดียว เข็มขัดรัดสายขนาดใหญ่ใช้กับสายไฟขนาดใหญ่ หรือสายไฟขนาดเล็กหลายๆ เส้นรวมกัน
11.  ตุ้ม  ตุ้มหรือลูกถ้วยใช้สำหรับเดินสายนอกอาคาร  หรือในโรงฝึกงาน  เพื่อยึดสายให้แน่น เช่น ยึดสายไฟจากบ้านไปยังเสาไฟฟ้า ตุ้มมีหลายขนาดทั้งเล็กและใหญ่ตามขนาดของสายไฟ


12.  ตลับและกล่องแยกสาย  ตลับและกล่องแยกสายมีลักษณะกลมๆ  มีฝาเกลียวปิด ทำด้วยพลาสติก มีรูเจาะออกโดยรอบ 4 รูเพื่อสายไฟฟ้า  สำหรับกล่องแยกสายมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า  มีทั้งชนิดที่ทำด้วยไม้  เหล็ก และ พลาสติกเจาะสายได้ตามความต้องการ  ตลับและกล่องแยกสายใช้สำหรับต่อแยกสายไฟ เพื่อนำไฟไปใช้ในจุดต่างๆ และเพื่อความเรียบร้อยปลอดภัย
13.  ผ้าพันสายไฟ ผ้าพันสายไฟเป็นฉนวนใช้สำหรับพันสายไฟ  เมื่อต่อสายไฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันไฟฟ้าไม่ให้รั่ว  อาจทำให้เกิดอันตรายได้  ผ้าพันสายไฟฟ้ามีลักษณะเป็นม้วน  ทำด้วยวัสดุหลายอย่าง  เช่น  ยาง  ผ้า
14.  ฟิวส์  ฟิวส์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง  ซึ่งต่อไว้ในวงจรไฟฟ้าเพื่อป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้ามาเกินพิกัดของขนาดสายไฟ เพราะฟิวส์จะหลอมละลายตัดทางเดินของกระแสไฟ  ก่อนที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับไฟฟ้าขึ้น  ฟิวส์มีหลายชนิดและหลายขนาด  ได้แก่  ฟิวส์เส้นลวด  ฟิวส์ก้ามปู  และปลั๊กฟิวส์  ฟิวส์ก้ามปูและปลั๊กฟิวส์  สามารถเปลี่ยนได้ง่ายใช้สะดวก
15.  สะพานไฟหรือคัทเอาท์  เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ตัดต่อกระแสไฟฟ้าในวงจร  การใช้สะพานไฟ ต้องใช้ควบคู่กับอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย เช่น ฟิวส์เส้นลวด
16.  ปลั๊ก  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต่อกระแสไฟฟ้าชั่วคราว  ไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า  มีลักษณะต่าง ๆ กัน แบ่งได้ 2 ชนิด  คือ ชนิดปลั๊กเสียบหรือปลั๊กตัวผู้  และชนิดเต้ารับหรือปลั๊กตัวเมีย
17.  สวิตซ์  เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้าเมื่อเราต้องการ  ส่วนใหญ่จะใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างภายในบ้านเรือน

ความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า
 ปัจจุบันไฟฟ้ามีการจำเป็นต่อชีวิตประจำวันมาก ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธถึงความสะดวกสบายที่ได้รับจากการใช้ไฟฟ้ารวมถึงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจต้องใช้ไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญ ไฟฟ้ามีประโยชน์มากมายก็จริงแต่ในเวลาเดียวกันก็มีอันตรายอยู่ในตัวของมันเองถ้ารู้จักใช้ก็จะได้ประโยชน์มหาศาล  ถ้าใช้ผิดวิธีก็อาจจะได้รับอันตรายถึงชีวิต จึงควรเข้าใจและรู้พื้นฐาน
ทางด้านความปลอดภัยในการใช้ไว้บ้างเพราะความประมาทหรือเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจนำมาสู่ความหายนะและการสูญเสียต่างๆในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่เช้าขึ้นมาไฟฟ้าเข้ามามีส่วนพัวพันกับการดำเนินชีวิตตลอดทั้งวันจนกระทั่งเข้านอนก็ยังใช้ไฟฟ้าแต่ทว่า    มาตรฐานความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในบ้านผู้ใช้ยังไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร
ดังนั้นความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าจึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับความสนใจ ในการศึกษาไฟฟ้าทำอันตรายให้แก่ร่างกายได้ผู้ที่จะได้รับอันตรายจากเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นเนื่องจากส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายบังเอิญไปแตะและต่อเป็นส่วนหนึ่งในวงจรไฟฟ้าหรือสัมผัสถูกสายสองเส้นหรือเพียงเส้นเดียวหรืออาจจะไปสัมผัสถูกวัตถุที่มีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลแต่เพียงจุดเดียวใน
ขณะที่ร่างกายส่วนอื่นสัมผัสอยู่กับพื้นดินครบวงจรทำให้เกิดอันตรายเเก่ร่างกายขึ้น
  ไฟฟ้าให้โทษแก่มนุษย์ ดังนี้
    1.เป็นอันตรายแก่ชีวิต
       สิ่งที่ทำให้เสียชีวิตหรือได้รับอันตรายเพียงบาดเจ็บ คือ การไหลของกระแสไฟฟ้า(วัดเป็นจำนวนแอมแปร์) ซึ่งจะมีปริมาณ เพียงเล็กน้อย   ถ้าเป็นกระแสไฟสลับก็สามารถจะทำอันตรายถึงเสียชีวิตได้ถ้าหากว่ากระแสไฟฟ้านั้นได้ไหลผ่านอวัยวะที่สำคัญ ๆ เช่น หัวใจ อันตรายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายมีอาการ 4 อย่าง คือ
              1.1 กล้ามเนื้อแข็งตัว
              1.2 หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ และหยุดทำงาน
              1.3 เซลล์ภายในร่างกายถูกทำลาย
              1.4 ระบบประสาทชะงัก

    2.เป็นอันตรายต่อทรัพย์สิน
       อันตรายต่อทรัพย์สิน ได้แก่ การเกิดเพลิงไหม้และระเบิด ทำให้ทรัพย์สินเสียหายปีละมากๆ เนื่องจากความประมาท
หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
วิธีช่วยเหลือผู้ถูกกระแสไฟฟ้าดูด
  ข้อควรระวังในขณะช่วยเหลือผู้ถูกกระเเสไฟฟ้าดูดติดอยู่ อย่าใช้อวัยวะร่างกายของท่านแตะต้องร่างหรือเสื้อผ้าที่
เปียกชื้นของผู้ถูกไฟฟ้าดูดติดอยู่เป็นอันขาด มิฉะนั้นท่านอาจดูดไปด้วย การช่วยเหลือให้พ้นจากกระแสไฟฟ้าให้เลือกใช้วิธี
ใดวิธีหนึ่ง ดังนี้
      1. ตัดกระแสไฟฟ้าโดยปลดสวิตช์หรือคัทเอาท์ หรือเต้าเสียบออก
      2. หากตัดกระแสไฟฟ้าไม่ได้ ให้ใช้ไม้แห้ง หรือวัสดุที่เป็นฉนวนไฟฟ้าเขี่ยสิ่งที่มีกระแสไฟฟ้าออกไปให้พ้น
      3. ให้ใช้ผ้าหรือเชือกเเห้งคล้องแขน ขา หรือลำตัว ผู้ถูกไฟฟ้าดูดชักลากออกไปให้พ้นสิ่งที่มีกระแสไฟฟ้าหากผู้ถูก
         ไฟดูดสลบหมดสติให้ทำการปฐมพยาบาลให้ฟื้นต่อไป

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า      1. อย่าใช้สวิทช์ปิด-เปิดไฟฟ้าบนเตียงนอน เพราะอาจพลิกตัวนอนทับแตก จะถูกไฟฟ้าดูดได้
      2. อย่าเปิดวิทยุหรือใช้ไฟฟ้าในห้องน้ำที่ชื้นแฉะ ถ้ากระแสไฟฟ้ารั่วอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
      3. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่แตกชำรุด ควรซ่อมแซมหรือเปลี่ยนให้เรียบร้อย
      4. อย่าใช้ข้อต่อแยก เสียบปลั๊กหลายทาง เป็นการใช้กระแสไฟเกินกำลัง อาจทำให้สายร้อนและเกิดไฟไหม้ได้
      5. อย่าใช้วัสดุอื่นแทนฟิวส์ หรือใช้ฟิวส์เกินขนาด
      6. อย่าปล่อยให้สายเครื่องไฟฟ้า เช่น พัดลม ลอดใต้เสื่อหรือพรม เปลือกหุ้มหรือฉนวนอาจแตกเกิดไฟช๊อตได้ง่าย
      7. อย่าเดินสายไฟชั่วคราวอย่างลวก ๆ อาจเกิดอันตรายได้
      8. อย่าซ่อมระบบหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าเองโดยไม่มีความรู้
      9. อย่าเดินสายไฟติดรั้วสังกะสีหรือเหล็กโดยไม่ใช้วิธีร้อยในท่อ ไฟฟ้าอาจรั่วเป็นอันตรายได้
    10. อย่าปล่อยให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเปียกน้ำ เพราะน้ำจะเป็นสะพานให้ไฟฟ้ารั่วไหลออกมาได้
    11. อย่าใช้เครื่องมือไฟฟ้าที่ไม่มีฉนวนหุ้มเป็นที่จับ เช่น ไขควง หัวแร้ง เครื่องวัดไฟฟ้า ฯลฯ
    12. อย่านำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กระแสตรงไปใช้กับไฟกระแสสลับ ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน
    13. สวิทช์และสะพานไฟ (Cut Out) ทุกแห่งต้องปิด-เปิดได้สะดวก
    14. อย่ายืนบนพื้นคอนกรีตด้วยเท้าเปล่าขณะปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า ควรใช้ผ้ายางหรือสวมใส่รองเท้า

ความปลอดภัยในปฏิบัติงานไฟฟ้า


      1. ก่อนปฏิบัติงานต้องตรวจดูเสียก่อนว่า เครื่องมือ และอุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่ใช้ในงานไฟฟ้า ชำรุด  แตก หัก หรือเปล่า
      2. ก่อนปฏิบัติงาน เช่น การต่อสายไฟ ควรยกสะพานไฟ (Cut Out) ออกเสียก่อน
      3. ขณะทำงานไม่ควรหยอกล้อกันเป็นอันขาด
      4. ไม่ควรเสี่ยงอันตรายเมื่อไม่มีความแน่ใจ
      5. ขณะทำงานมือ เท้า ต้องแห้ง หรือสวมรองเท้า
      6. ก่อนปฏิบัติงาน ควรจะเขียนวงจรดูเสียก่อนเพื่อความไม่ประมาท
      7. เมื่อเสร็จงาน ก่อนจ่ายกระแสไฟฟ้า ควรตรวจสอบวงจรไฟฟ้าให้ละเอียดและถูกต้องเสียก่อน
      8. เมื่อจะจ่ายกระแสไฟฟ้าต้องดูให้แน่ใจ ว่าไม่มีใครปฏิบัติงานไฟฟ้าอยู่
      9. ไม่ควรนำฟิวส์ที่โตกว่าขนาดที่ใช้ หรือวัสดุอื่น ๆ เช่น ลวดทองแดงแทนฟิวส์
    10. รอยต่อสายไฟฟ้า ต้องใช้ผ้าเทปพันสายให้เรียบร้อยเสียก่อน
    11. ต่อวงจรให้เสร็จเสียก่อน จึงนำปลายสายทั้งคู่เข้าแผงสวิทช์
    12. สายเครื่องมือไฟฟ้าต้องใช้ชนิดหุ้มฉนวน 2 ชั้น ถ้าขาดต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งเส้น
 

เราจะป้องกันอันตรายได้อย่างไร

      กระแสไฟฟ้าที่ไหลไปตามทางเดินไฟฟ้านั้น ถ้ามีทางไหลของกระแสมากกว่าหนึ่งทางแล้ว กระแสไฟฟ้าจะไหลไปใน
ทางที่มีความต้านทานน้อยที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ร่างกาย มีความต้านทาน มากมีกระแสไฟฟ้าผ่านน้อย หรือไม่ไหลผ่านเลย
จึงพอจำแนกวิธีป้องกันได้ดังนี้

      1.การต่อสายดิน (Ground)         เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างภายนอกเป็นโลหะ เช่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตารีด ปั๊มน้ำ สว่าน เป็นต้น
อุปกรณ์ ไฟฟ้าเหล่านี้ เมื่อมีการชำรุดของไฟฟ้า เช่น ฉนวนเสี่อมสภาพ หรือมีการแตกหักของฉนวน ทำให้สายไฟไปสัมผัส
กับโครงโลหะของเครื่องไฟฟ้านั้น ๆ กระแสไฟฟ้าก็สามารถรั่วไหล มายังโครงสร้างนั้นได้และเมื่อมีผู้นำอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดนั้นๆ ในขณะที่ทำงานอยู่ กระแสไฟฟ้าก็จะไหลผ่านตัวผู้ทำงาน หรือผู้สัมผัสอุปกรณ์นั้นลงสู่ดินทำให้ได้รับอันตรายได้วิธีป้องกันอุบัติเหตุดังกล่าวคือ การต่อสายดินโดยใช้สายไฟฟ้าต่อกับโครงสร้างส่วนที่เป็นโลหะของอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นลงดิน เพื่อเป็นทางให้กระแสไฟฟ้าที่อาจจะรั่วไหลออกมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้น  (เพราะเหตุเนื่องจากฉนวนเสื่อมสภาพหรือฉีกขาด)ไหลลงสู่ดินโดยผ่านทางสายดินที่ได้ต่อไว้ แทนที่จะไหลผ่านตัวผู้ใช้งานหรือผู้ที่ไปสัมผัสอุปกรณ์เหล่านั้น ซึ่งวิธีการป้องกันโดยใช้สายดินนี้เป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป

     อุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดมีสายเดินต่อให้เรียบร้อยแล้ว ปลั๊กไฟที่ใช้งานจึงมี 3 ขาดังนั้น การนำมาใช้งานจึงควรจัดเตรียมเต้าเสียบที่มีสายดินพร้อมอยู่แล้ว คือ เดินสายไฟไว้ 3 เส้น โดยใช้เส้นหนึ่งเป็นสายเชื่อมต่อลงดินหรือเดินสายร้อยท่อโลหะและใช้ท่อโลหะเป็นสายดินหรือถ้าเดินสายไฟฟ้าไว้เป็นชนิด 2 เส้น อยู่แล้ว ก็ให้เดินสายเพิ่มอีกเส้นหนึ่งเพื่อใช้เป็นสายดิน โดยที่สายดินที่ใช้จะต้องโตไม่น้อยกว่า 1/3 ของสายไฟฟ้าทั้งสองเส้นที่ใช้งานอยู่ หรือถ้าเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดที่ไม่มีสายดินผู้ใช้งานก็ควรจะต่อสายดินจากโครงโลหะของเครื่องไฟฟ้านั้นลงดินโดยตรง ซึ่งอาจจะต่อสายดินเข้ากับท่อประปาที่เป็นโลหะหรือต่อเข้ากับแท่งโลหะไร้สนิม (Ground Rod) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซ.ม ยาวไม่น้อยกว่า 150 ซ.มและฝังลึกจากผิวดินอย่างน้อย 30 ซ.ม ก็จะได้ระบบสายดินที่สมบูรณ์ อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นก็จะไม่มี

        2. การใช้ฉนวนป้องกันไฟฟ้า (Insulation)


         ฉนวนหุ้มสายไฟฟ้าหรือหุ้มสายอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ นั้น เป็นสิ่งที่ชำรุดฉีกขาดได้ และฉนวนหุ้มสายจะชำรุดง่ายยิ่งขึ้นถ้าผู้ใช้งานใช้อย่างขาดการทะนุถนอมและไม่เอาใจใส่ เช่น การดึงหรือกระชากผ่าน ของมีคมหรือวัตถุที่มีขอบหรือมุมแข็ง การวางไว้ในทางที่มีการเหยียบไปมา หรือมีวัตถุหนัก ๆ เคลื่อนทับอยู่เสมอ ก็เป็นเหตุให้ฉนวนชำรุดเสียหายได้นอกจากนี้การต่อสายไฟฟ้าใช้งานอย่างชั่วคราวมักจะใช้ตะปูตอกกดทับไว้ ทำให้ฉนวนชำรุด กลายเป็นสายเปลือยไปจุดต่อ ต่าง ๆ ที่ต่อไว้มิได้มีการพันฉนวนป้องกันซึ่งจะกลายเป็นจุดอันตรายไปด้วยสิ่งเหล่านี้ถ้าผู้ใช้งานละเลยไม่ให้ความเอาใจใส่
ก็จะนำอันตรายมาสู่ตัวผู้ใช้งานได เพื่อเป็นการป้องกัน จึงควรหมั่นตรวจสภาพฉนวนของสายไฟฟ้าหรือสายอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อหารอยแตกปริ หรือฉีกขาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงขั้วต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ขั้วหลอด ปลั๊ก ถ้าพบว่ามีการชำรุดอย่าปล่อยทิ้งไว้ควรรีบซ่อมแซมหรือเปลี่ยนทันที
  3. การใช้สวิตช์ตัดวงจรอัตโนมัติ (Earth leakage circuitbreaker)
        อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดนี้ เป็นอุปกรณ์ที่สามารถตัดวงจรไฟฟ้าทันทีที่มีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลออกจากวงจรการทำงานอุปกรณ์ชนิดนี้คือ ปกติในวงจรไฟฟ้าจะมีกระแสไฟฟ้าไหลในสายไฟทั้ง 2 สายเท่ากัน แต่เมื่อเกิดมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลลงดิน โดยผ่านร่างกายหรือผ่านตัวนำอื่น ๆ ก็ตาม กระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายทั้งสองจะไม่เท่ากัน เมื่อเกิดภาวะดังกล่าว อุปกรณ์ตรวจสอบการรั่วของกระแสไฟฟ้าจะส่งสัญญาณไปยังสวิตช์อัตโนมัติ ซึ่งทำหน้าที่ตัดวงจรทันทีก่อนที่จะมีผู้ได้รับอันตรายจากกระแสไฟฟ้านับว่าเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ดังกล่าวยังมีราคาแพงอยู่มาก
อ้างอิง :  http://www.krusam.net/krusam.htm

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

งานช่างไม้




                     งานไม้เป็นงานช่างที่ใช้ฝีมือและความคิดสร้างสรรค์  ต้องมีความอดทน  ขยัน มีความรับผิดชอบสูง  สามารถนำทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นไม้มาประดิษฐ์เป็นของเล่นของใช้ได้อย่างเหมาะสม  ทั้งที่จะต้องมีทักษะในการใช้เครื่องมือและกระบวนการในการใช้  จึงจะสามารถทำงาน  ไม้ได้อย่างสวยงาม  เรียบร้อย  มีประสิทธิภาพในการใช้เครื่องมือและใช้วัสดุ


                      ปัจจุบันไม้มีคุณค่ามาก หายาก  เพราะป่าไม้ถูกทำลายไปเกือบหมด  จนต้องใช้วัสดุอื่น ๆ มาทดแทนไม้  เช่น  พลาสติก  โลหะ 


               งานช่างไม้ในงานช่างพื้นฐานเป็นงานช่างไม้เบื้องต้น  สามารถปฏิบัติได้ทั้งชายและหญิง  เช่น  การรู้จักเครื่องมือเครื่องใช้  วิธีการใช้วัสดุ  และการเก็บรักษา  การซ่อมบำรุงสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน  เช่น  เฟอร์นิเจอร์  ส่วนประกอบของอาคารบ้านเรือน  เป็นต้น

อ้างอิง : http://www.tkschool.ac.th/~chusak/page2.html



การใช้งานอุปกรณ์ ช่างไม้






                                      

1. โต๊ะทำงาน (Workbench) ทำจากไม้หรือเหล็กประกอบกัน โต๊ะทำงานจะออกแบบเพื่อทำงานได้คนเดียวหรือสองคน แต่บางทีอาจดัดแปลงเพื่อใช้ทำงานได้ถึง 4 คน ก็มี

                             


การเลื่อยตัดและเลื่อยโกรก (Crosscut and rip saw)


                                


1.   การเลื่อยตัด  เลื่อยชนิดนี้จะใช้ตัดไม้ตามขวางเสี้ยนไม้ ฟันของเลื่อยมีความคมสลับกันทั้งซ้ายและขวา สามารถตัดชิ้นไม้ที่มีความกว้างกว่าตัวเลื่อยได้ จำนวนฟันของเลื่อยจะมี 8 ซี่ต่อความยาว 1 นิ้ว




                               

2.   การเลื่อยโกรก การโกรก หมายถึง การผ่าหรือตัดไม้ตามความยาวของเสี้ยนได้ ฟันของเลื่อยจะห่างและเอียงองศามากกว่าเลื่อยตัด ซึ่งเมื่อตัดลงไปในเนื้อไม้จำนวนฟันของเลื่อยจะนับ  5จุดต่อนิ้ว หรือ  5ฟันต่อนิ้ว  

                                                                              


3.   เลื่อยรอ (Back saw) เป็นเลื่อยมีลักษณะเส้น (Back) แข็ง มีฟันละเอียดจำนวน 14 สี ต่อความยาว 1 นิ้ว ใบเลื่อยบาง ความยาวที่นิยมใช้กันทั่วไปคือ ยาว 12 นิ้ว ใช้กับงานที่ต้องการ ความประณีต เช่น ตู้ ผ่าเดือย หรือการเข้ามุมไม้ เป็นต้น
วิธีการใช้เลื่อยกับงานไม้

1. การตัดไม้ (Crossing wood) ทำเครื่องหมายที่ต้องการจะตัดบนไม้ นำไม้ยึดติดกับแคลมป์เพื่อให้ปลอดภัย ไม้ที่ยาวหรือกว้างจนยึดไม่ได้ ให้นำไปเลื่อยบนโต๊ะม้านั่ง การเลื่อยให้วางฟันเลื่อยใกล้กับเส้นที่ลากไว้ (อยู่ริมนอกของเส้น) ใช้หัวแม่มือซ้ายกันใบเลื่อยให้อยู่ตรงแนวลากใบเลื่อย เข้าหาตัวช้า ๆสั้น ๆ  หลายครั้ง จนใบเลื่อยเกิดเป็นร่อง ใช้ฉากเหล็กมาวัดฉากหลังจากเริ่มตัดแล้วให้ดึงใบเลื่อยยาว ๆ โดยเอียงเลื่อยทำมุม 45องศา กับไม้ ก่อนไม้จะขาดควรใช้มือข้างซ้ายประคองไม้ไว้ เพื่อป้องกันไม้ฉีกขาด


2.   การโกรกไม้ (Ripping wood) หรือเรียกอีกอย่างว่า “การซอยไม้” ปฏิบัติได้ดังนี้ หลังจากทำเส้นกำหนดบนไม้แล้ว ยึดไม้ให้แน่นกับแคลมป์หรือวางบนโต๊ะม้านั่ง  ควรอยู่ในลักษณะที่ชักใบเลื่อยได้สะดวกจนสุดใบ เมื่อเริ่มโกรกไม้ให้ทำเช่นเดียวกับการตัดไม้ แต่ให้ใบเลื่อยเอียงทำมุม 60 องศากับไม้ ถ้าใบเลื่อยตัดขณะที่ซอยไม้ยาว ให้เสียบลิ่มในร่องที่ตัด เพื่อจะทำให้ตัดไม้ได้ง่ายขึ้น


3.    การใช้เลื่อยรอเลื่อยไม้ มีลักษณะการปฏิบัติงานคล้ายกับการตัดไม้ เพียงแต่งานที่ใช้กับเลื่อยรอเป็นงานประณีต และมีความถูกต้องแน่นอน



หมายเหตุ เมื่อปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่าวางเลื่อยบนพื้น ควรนำเลื่อยไปแขวนไว้ ไม่ควรตัดไม้หรือโกรกไม้โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่ามีตะปูติดค้างอยู่ที่ไม้ เพราะจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ใบเลื่อยเสียหาย








 เครื่องมือที่ใช้ตอก (Briving tools)จะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ
                             
1.   ค้อนหงอน (Claw hammer) ค้อนชนิดนี้เหมาะกับช่างไม้โดยเฉพาะ เป็นค้อนเหล็กหน้าค้อนที่ใช้ตอกตะปูจะโค้งนูนออกมาเล็กน้อย เวลาตอกตะปูหน้าค้อนจะไม่ฝังเข้าเนื้อไม้เป็นรอยบุบมีหงอนอยู่ที่หัวมีร่อง เพื่อถอนตะปูได้สะดวก ที่ด้ามจะเป็นไม้และกลึงเป็นส่วนเว้าเพื่อสะดวกในการจับหรือปฏิบัติงาน  ขนาดของค้อนจะบอกเป็นปอนด์หรือออนซ์ ค้อนที่ดีควรให้หน้าค้อนสะอาดปราศจากไขมัน ยาง หรือกาว ไม่เช่นนั้นการตอกตะปูจะทำให้ตะปูงอได้ง่าย


2.   ค้อนไม้ (Mallet) เป็นค้อนที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง มีความยืดหยุ่นดีกว่าเหล็ก ใช้กับงานสิ่วเจาะไม้ (ไม่ควรใช้ค้อนเหล็กตอกเพราะด้ามสิ่วจะแตก) ลักษณะของค้อนไม้ที่ส่วนหัวและด้ามจับจะเป็นไม้ที่กลึงกลมเป็นสี่เหลี่ยม ขนาดโดยทั่วไปที่เหมาะสมจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของหัวค้อน 3 นิ้ว และยาว 5 นิ้ว


3.   ไขควง (Screw drivers) ไขควงมีใบยาวขนาดตั้งแต่ 2 นิ้วถึง 18 นิ้ว ไขควรที่ดีใบเชื่อมจะติดไปถึงด้ามจับตอนใน เพื่อป้องกันไม่ให้ด้ามหมุนตามในขณะที่ขันแรง ๆ ไขควงแบบใบยาวจะมีกำลังดีกว่าใบสั้น ตอนปลายของใบควรจะแบนและได้ฉาก และหนาไม่เกินร่องตะปูควงที่จะไข มิฉะนั้นจะทำให้ร่องตะปูเสีย  นอกจากนั้นยังมีไขควงที่ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นอีก เรียกว่า ไขควงอัตโนมัติ (Automatic screw driver) การทำงานเพียงกดด้ามลง ใบไขควงจะทำงานเอง จึงไม่ต้องออกแรงมาก


                                


                       เครื่องมือไสไม้ (Planer tool) ในงานช่างไม้ได้แก่ กบ (Planers) กบถือเป็นเครื่องมือสำคัญและขาดไม่ได้สำหรับช่างไม้ เนื่องจากกบเป็นเครื่องมือที่ใช้แต่งผิวไม้ให้เรียบได้ขนาดตามความต้องการ ตัวกบอาจทำด้วยไม้หรือด้วยเหล็ก ดังนั้นกบที่ใช้กันแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

         


1. กบไม้ มีส่วนประกอบดังนี้


-     ตัวกบ ทำจากไม้เนื้อแข็งที่ไม่ยืดหรือหดตัวเร็ว ไม้ที่นิยมใช้กันคือ ไม้ชิงชัน หรือไม้ประดู่ ไม้แดง หรือไม้พยุง ขนาดความยาว 16” หนาประมาณ 2  ½” มีร่องเจาะด้านหลังเอียง 45 องศาเหลือเนื้อไม้ตอนริม ¼” ความกว้างของร่องจากริมหลังถึงริมหน้า 1 ¾” –2” และที่ด้านหลังเจาะรูเป็นวงกลมหรือวงรี ขนาดประมาณ ¾” ไว้ใส่ด้ามจับ


-     ใบกบ ทำจากเหล็กกว้าง 1 ¾” หนาประมาณ 3/16” ยาวประมาณ 6  ½” มีคมที่ส่วนล่างเพื่อใช้ขูดไม่ให้เรียบ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของกล


-     เหล็กประกับใบ หรือเหล็กประกับกบ อยู่ระหว่างใบกบและลิ้นติดกับใบกบ โดยมีน็อตสกรูยึดติดเหล็กประกันใบนี้ ขนาด 1/8” x 1 ¾” x 4” มีหน้าที่เสริมกำลังตอนปลายของใบกบไม่ให้อ่อนหรือบิดในเวลาที่ทำการไส และควบคุมการกินของไม้ เพื่อไม่ให้ไม้ย้อน


-     ลิ่ม เป็นแผ่นไม้ชนิดเดียวกับไม้ที่ทำตัวกบคล้ายหัวขวานแต่บางกว่า ใช้ตอกอัดเข้าร่องเวลาใส่ในกบ เพื่อให้ใบกบแน่น


-         ก้านหรือมือจับยาวประมาณ 9”-10” รูปวงกลมหรือวงรีช่วยให้จับกบได้เหมาะมือ


                    


2. กบเหล็ก ลักษณะโดยทั่วไปแตกต่างกับกบไม้ การใช้งานง่ายกว่ากบไม้ ผลงานที่ออกจากการใช้กบ พบว่ากบเหล็กมีประสิทธิภาพดีกว่า ให้ผลที่แน่นอน และเรียบร้อยกว่ากบไม้ การประกอบและการปรับก็ง่ายกว่า แต่ในเมืองไทยไม่ค่อยนิยมใช้ จึงทำให้ไม่คุ้นกับการใช้กบเหล็ก ซึ่งดูจะซับซ้อน ยุ่งยาก



ชนิดของกบ


1.   กบล้างยาว ขนาดโดยทั่วไป 2 x 2 ½” x18 มุมเอียงของใบกบประมาณ 45”-50 ใช้สำหรับไสไม้ให้เรียบและตรงระยะยาว ๆ หรือใช้ล้างแนวไสให้เรียบขึ้น


2.   กบล้างกลางและสั้น มีขนาดสั้นกว่ากบล้างยาว คือมีขนาด 12 (สำหรับกบล้างกลาง) และมีขนาด 6” (สำหรับกบล้างสั้น) ส่วนประกอบอื่น ๆ คล้ายกับกบล้างยาวทุกอย่าง ใช้ไสไม้ที่มีความยาวไม่มากนักให้เป็นเส้นตรง


3.   กบผิว ลักษณะจะคล้ายกับกบล้าง คือ มีความยาวใกล้เคียงกัน แต่ที่แตกต่างกันคือมุมของใบกบจะเอียงประมาณ 50 60 องศา และกบผิวจะไม่มีฝาประกับกบ มีแต่ลิ่มไม้เท่านั้น กบผิวใช้ต่อจากการใช้กบล้าง เพื่อไสไม่ให้เรียบมากยิ่งขึ้น


นอกจากชนิดของกลที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีชนิดของกบอื่นๆ อีกที่ใช้ในงานไม้ แต่จะใช้เฉพาะงานที่ต้องการ เช่น การบังใบวงกบประตู หน้าต่าง จะเลือกใช้กบบังใบ เป็นต้น นอกจากกบบังใบแล้วยังมีกบกระดี่ กบราง กบขูด และกบบัว ที่ใช้ในงานไม้ด้วย


 


การประกอบและปรับใบกบไม้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบและศึกษาให้เข้าใจถึงการประกอบและปรับในกบ เพื่อจะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประกอบและปรับในกบไม้สามารถทำได้ดังนี้


1.      ตรวจสอบใบกบว่ามีความคมหรือไม่ ถ้าไม่คมต้องลับใบกบให้คมเสียก่อน


2.   ประกอบใบกบและฝาประกับใบเข้าด้วยกัน จากนั้นยึดด้วยน็อตสกรูให้แน่น (กรณีเป็นกบผิวจะไม่มีเหล็กประกับใบ) เมื่อได้แนวที่แน่นอนแล้ว ให้มีระยะแนวห่างประมาณ 1/16


3.   ใส่ก้านมือจับเข้าไปในรูป แล้วนำส่วนประกอบในข้อ 2 ใส่ในซองของตัวกบ โดยเอาทางฝากขึ้นข้างบน


4.      ใช้มือซ้ายประคองใบกบไว้ แล้วใช้มือขวา ดันลิ่มใส่เข้าไปในช่องตัวกบ


5.   หงายตัวกบกลับขึ้นแล้วเล็งดูใบกบว่ายื่นมากน้อยแค่ไหน ใบจะต้องไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง จะต้องขนานกับท้องของตัวกบ เมื่อได้ความลึกที่ต้องการแล้ว ใช้ค้อนตอกลิ่มให้แน่น


6.   ถ้าไม่ได้ความลึกที่ต้องการให้ใช้ค้อนเคาะเบา ๆ ที่ท้ายตัวกบ ใบกบจะถอยกลับออกมาเอง จากนั้นจึงค่อยตั้งใบกบใหม่




                      



         
1.   สิ่ว (Chisels) คือเครื่องมือในงานไม้ที่เป็นเหล็ก มีความคม จึงต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อไสไม้ได้ขนาดแล้ว งานที่จะทำต่อไปคือการประกอบไม้เข้าด้วยกันโดยการเจาะ สิ่วจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานเจาะมากที่สุด การแบ่งสิ่วตามลักษณะที่สร้างมาในท้องตลาด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ


-         สิ่วที่โคนเรียวแหลมฝังเข้าไปในด้าม เรียกว่า Tang


-         สิ่วที่ด้ามฝังเข้าในโคนสิ่ว เป็นท่อเรียวกลวงข้างใน เรียกว่า Socket


แต่ถ้าแบ่งสิ่วตามชนิดและลักษณะของการใช้งาน สามารถแบ่งได้ดังนี้


ก.   สิ่วใบหนา (Firner chisel) สิ่วชนิดนี้จะมีใบที่หนาแข็งแรง ใช้งานได้ทั้งหนักและเบาขนาดความกว้างมีตั้งแต่ 1/8” –1” (ขนาดสิ่วเรียกตามความกว้าง)


ข.   สิ่วปากบาง (Paring chisel) สิ่วชนิดนี้ใบจะบางกว่าชนิดแรก โดยทั่วไปจะใช้สิ่วนี้เซาะไม้ด้วยมือ ไม่นิยมใช้ตอก ตอนริมของใบสิ่วจะเอียงลาดลงไปหาอีกด้านหนึ่ง เพื่อทำงานละเอียด มีขนาดตั้งแต่ 1/8” –2”


ค.   สิ่วเข้าโครง (Framing chisel) ตัวสิ่วจะหนักและแข็งแรงมาก ใช้ในงานหนัก ๆ เช่น การประกอบโครงเรือ สิ่วชนิดนี้จะมีวงแหวนเหล็กที่ด้ามเพื่อกันด้ามแตก


ง.   สิ่วเดือย (Mortisel chisel) ใช้สำหรับเจาะร่องรับเดือย ลักษณะพิเศษคือ ตัวสิ่วตั้งแต่ด้ามลงมาที่ตัวสิ่วจะหนา เพราะเวลาเจาะต้องใช้สิ่วงัดเพื่อให้ไม้หลุด ซึ่งใช้กำลังมากกว่าสิ่วธรรมดาที่กล่าวมาแล้ว


จ.   สิ่วทำบัวหรือสิ่วเซาะร่อง เป็นสิ่วที่ใช้ทำบัว เซาะร่อง เจาะรูกลม หรือแต่งไม้ส่วนที่เป็นโค้ง ใบสิ่วมีลักษณะรูปโค้งเว้า ขนาดใบกว้าง ¼” –2” มักเรียกสิ่วชนิดนี้ว่า สิ่วเล็บมือ

                                          




2.      สว่าน (Drills)


การเจาะรูเล็ก ๆ เพื่อนำน็อต สกรู หรือตะปูยึดติด อาจจะต้องใช้เครื่องมือเจาะรูที่เรียกว่า สว่านสว่านที่ใช้เจาะมีรูปร่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่ชนิดของงานที่ใช้ ดังนี้


-         สว่านข้อเสือ


-         สว่านมือ


-         เหล็กหมาดและบิดหล่า

                     


-     สว่านข้อเสือ (Brace drills) ช่างไม้นิยมใช้สว่านเจาะรูปช่วยในการทำรูเดือย ส่วนประกอบของสว่านชนิดนี้มี 3 ส่วนคือ ส่วนหัว (Head) ส่วนมือจับ (Handle) และที่ปรับดอกสว่าน (Chuck) การใช้งานจะหมุนตามเข็มนาฬิกา เพื่อยึดให้แน่น แต่ถ้าจะคลายต้องหมุนไปทางซ้าย สามารถใช้งานได้ทั้งแนวราบและแนวตั้ง


                                


-     สว่านมือ (Hand drill) หรือสว่านเจาะนำ การเจาะรูชิ้นงานจะเจาะให้เล็กกว่า ¼” สามารถเจาะได้ทั้งงานเหล็กและงานไม้ ลักษณะแตกต่างกับสว่านข้อเสือ ส่วนที่ใช้หมุนดอกสว่านเพื่อยึดชิ้นงานจะใช้ส่วนที่เรียกว่า Crank ถ้าใส่ดอกสว่านไม่ดี ดอกสว่านจะหักง่าย สว่านเมื่อสามารถเจาะได้ทั้งแนวราบและแนวตั้ง


ก.   เหล็กหมาด (Brad awl) รูปร่างคล้ายไขควงเล็ก ๆ ใช้สำหรับเจาะในเวลาที่จะตอกตะปูหรือตะปูเกลียว วิธีใช้จะกดลงในเนื้อไม้แล้วบิดซ้ายขวา ไม่ควรใช้กับไม้บาง


ข.   บิดหล่า (Gimlet bit) ใช้เจาะรูขนาดเล็ก ๆ ที่ต้องการฝังตะปูควงเข้าไปในเนื้อไม้แข็งมีขนาดตั้งแต่ 1/16” – 3/8”


อุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กับกับเครื่องมือที่เจาะรูที่กล่าวมาแล้ว ถือว่ามีความสำคัญในการเจาะรูที่จะขาดเสียไม่ได้ นั่นก็คือ ดอกสว่านเพื่อความเข้าใจในเรื่องการเจาะให้มากขึ้นจะขออธิบายถึงดอกสว่านดังนี้


                            
                        

1. ดอกสว่านเจาะ (Drill bit) ใช้กับงานที่ต้องการคว้านเนื้อไม้ภายในวงกลมออก มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นลำตัว และส่วนปลายที่เป็นเกลียว ส่วนที่เป็นเกลียวที่ปลายจะแหลมคม เกลียวเล็ก ๆ ที่ตอนปลายจะฝังและดูดส่วนอื่นให้เข้าในเนื้อไม้ เกลียวจะมีทั้งชนิดหยาบและละเอียด ขนาดของดอกสว่านเรียกเป็นเศษส่วน 16 ของนิ้วเสมอ เช่น ขนาด 3/16” (ขนาดที่กล่าวมานี้หมายถึงขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางรูที่จะเจาะ) ที่ตอนโคนเป็นรูปเรียวเหลี่ยม สำหรับจำปายึดแน่น
                          


2. ดอกสว่านขยายหัว (Expansive bit) ลักษณะหัวสามารถขยายหรือลดลงได้โดยเลื่อนตอนปลายของดอกสว่าน ใช้เจาะรูได้ตั้งแต่ 1” ขึ้นไป สามารถเจาะได้ถึง 4” เหมาะกับงานเจาะรูกุญแจ และงานท่อน้ำผ่าน (บ้านที่มีฝาเป็นไม้)

                                


3. ดอกสว่านรูลึก (Foerstner bit) ลักษณะที่หัวดอกสว่านเป็นสัน มีทั้งที่เป็นเกลียวและไม่เป็นเกลียว ซึ่งจะเจาะได้ลึกเป็นพิเศษจนถึงเจาะไม่ได้ ใช้เจาะในงานต่าง ๆ ได้ดี เช่น รูกุญแจ หรือเจาะรูช่องลำโพงวิทยุ เป็นต้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ¼” –2”
                             
4. ดอกสว่านเฉพาะงาน (Straight-shank drill) ใช้เจาะรูกลมเล็ก ๆ ลักษณะของดอกสว่านมีปีก 2 ข้าง เกสรเป็นเกลียว ในแต่ละเกลียวมีร่องสำหรับเก็บเศษไม้ ขนาดที่มีในท้องตลาดตั้งแต่ 1/16” – ½” (ขนาดจะแบ่งย่อยละเอียดกว่าชนิดอื่น ๆ เพื่อการใช้งานเฉพาะ) ใช้สำหรับเจาะรูเพื่ออุดหัวตะปูในงานเข้ามุมของโต๊ะ เก้าอี้ วงกบ เป็นต้น


                        


5. ดอกสว่านอัตโนมัติ (Automatic drill bit) ใช้สำหรับงานเจาะรูเล็ก ๆ เช่นเดียวกับข้อ 4 แต่การทำงานจะสะดวกกว่า เมื่อใช้ควบคู่กับไขควงอัตโนมัติ คือสามารถใช้มือเพียงข้างเดียวทำงานได้


การใช้งานของดอกสว่าน


            เพื่อการเจาะในงานไม้จะทำได้โดยบังคับดอกสว่านด้วยที่บังคับ และปรับความลึกตามที่ต้องการ หรืออาจะทำที่บังคับใช้เองก็ได้ ดอกสว่านที่นำมาใช้งานต้องเลือกดอกสว่านตามขนาดและชนิดที่เหมาะสมกับงาน ทำเครื่องหมายที่จะเจาะ (เครื่องหมาย +) ไว้แล้วตั้งสว่านให้ได้ฉากกับไม้ที่จะเจาะ เพื่อจะได้แนวตรง ขณะที่เจาะไม้ควรระวังความลึกด้วย เพราะบางครั้งอาจไม่ต้องการเจาะทะลุ เมื่อเจาะได้ความลึกที่ต้องการแล้ว ให้นำดอกสว่านออกจากรู และเศษผลไม้ต่าง ๆ ออกจากรูให้สะอาดด้วย การใช้งานของดอกสว่าน

การแต่งคมเครื่องมือ


            เครื่องมืองานช่างไม้ที่ดีควรจะต้องพร้อมที่จะใช้งาน ไม่ว่าจะเรื่องความคม การประกอบหรือการใช้ สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ ความคมของเครื่องมือ ซึ่งจะส่งผลให้งานออกมาได้ผลดีตามไปด้วย ดังนั้นนักศึกษาจึงควรได้ศึกษาและให้ความสนใจในเรื่องการลับคมของเครื่องมือ และสามารถปฏิบัติได้เองพอสมควร เมื่อใดที่นำเครื่องมืองานไม้ไปใช้งาน แต่ไม่มีการลับคมเครื่องมือที่ดี งานที่ทำจะยุ่งยากและไม่สะดวก การแต่งคมเครื่องมือในงานไม้ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ การลับฟันเลื่อย การใบกล สิ่ว และดอกสว่าน ต่อไปนี้จะอธิบาย โดยละเอียดดังนี้


ก.     การลับฟันเลื่อย แบ่งได้ 3 ขั้นตอน คือ


1.      แต่งระดับและรูปร่างของฟันเลื่อย


2.      การคัดลองเลื่อย


3.      การตะไบฟันเลื่อย


การลับฟันเลื่อยทั้ง 3 ขั้นตอน สามารถปฏิบัติได้ดังนี้คือ ตรวจสอบฟันเลื่อยว่าตั้งไว้อย่างไร (สังเกตจากการมองจากด้ามไปปลายเลื่อย) ถ้ามีระดับไม่เท่ากันให้ใช้ตะไบแบนรูดตลอดฟันเลื่อย จนปลายฟันเลื่อยสัมผัสตะไบ (การยึดเลื่อยเพื่อตะไบต้องจับใบเลื่อยเข้าระหว่างแม่แรงหรือแคลมป์กับไม้แล้วยึดให้แน่น) เมื่อปลายของฟันเลื่อยเสมอกันหมดแล้ว ทำฟันเลื่อยให้เบนออกสลับกัน โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า คัดคลองเลื่อย (ตั้งจำนวนฟันต่อความยาว 1 นิ้ว ให้ตรงกับจำนวนฟันต่อความยาว 1 นิ้วของเลื่อยนั้น ซึ่งจะได้มุมถูกต้อง) การคัดคลองเลื่อยให้เริ่มจากด้ามถือออกไปหาปลาเลื่อย การคัดฟันให้คัดฟันหนึ่งเว้นฟันหนึ่งไปจนครบ เมื่อครบแล้วให้กลับใบเลื่อยแล้วคัดคลองของฟันที่เว้นไว้ไปจนหมดเช่นกัน ต่อจากกนั้นใช้ตะไบสามเหลี่ยม ตะไบฟันเลื่อย โดยให้มีน้ำหนักกดสม่ำเสมอโดยดันไปข้างหน้า การตะไบให้เริ่มจากปลายเลื่อยมาหาด้ามเลื่อยตะไบทุกซี่อย่างถูกต้อง จนฟันแหลมคม (การตะไบฟันเลื่อยตัด ให้ถือตะไบเฉียงทำมุม 60 องศา กับใบเลื่อย)


ข.   การลับใบกบ ใบสิ่ว เมื่อใบกบ ใบสิ่ว ไม่คม หรือบิ่น ต้องแต่งและลับให้ได้รูปร่างเช่นเดิมเพื่อให้การทำงานได้สะดวกและถูกต้อง ควรปฏิบัติการลับคมดังนี้


-     นำใบกบออกจากตัวกบ เพื่อนำไปลับคม โดยยึดติดกับที่ยึดของเครื่องลับหรืออาจใช้มือ ให้ด้านมุมเอียงของใบวางเข้าหาหินลับ แล้วลับไปจนได้แนวตรงและมุมที่เหมาะสม (ขณะลับใบและแต่งแนวควรหยอดน้ำบนหินลับตลอดเพื่อป้องกันเหล็กไหม้) ความยาวของส่วนที่เฉียงปลายประมาณ 2 เท่าของความหนาของใบกบ หรือ 30 – 35 องศา ต่อจากนั้นให้นำใบกบหรือสิ่วมาลับบนหินน้ำมันอีกครั้งหนึ่ง ขั้นตอนนี้ควรใช้น้ำมันไม่ควรใช้น้ำ เพราะจะทำให้เศษโลหะเล็ก ๆ ฝังเข้าไปในผิวของหิน หลังจากนั้นให้กลับใบแล้วถูเบา ๆ ทางด้านแบนบนหินน้ำมัน 2-3 ครั้ง ชั้นสุดท้ายลากใบกบหรือสิ่วไปมาบนแผ่นหนังหรือสะบัดคมเหมือนการลับมีดโกน


-     ต้องการทดสอบความคมของใบกบหรือสิ่วที่ลับโดยใช้เล็บหัวแม่มือพาดลงบนปลายกบหรือสิ่ว ถ้าใบคมจะรู้สึกกินเล็บ ถ้าไม่คมจะลื่นไถล หรือใช้ในกบหรือสิ่วกดลงบนกระดาษ ถ้าคมกดกัดกระดาษแสดงว่าคมใช้ได้


ค.   การลับคมดอกสว่าน เพื่อให้ดอกสว่านที่ใช้เจาะรูไม้มีความคม และเจาะรูไม้เพื่อทำงานได้ง่าย มีวิธีการปฏิบัติดังนี้คือ ต้องหาที่มั่นคงแข็งแรง เช่น โต๊ะทำงาน แล้ววางดอกสว่านบนโต๊ะ จับยึดให้แน่น นำตะไบแต่งคมมาแต่งคมดอกสว่านทีละซี่ ไปเรื่อย ๆ โดยถ้าวางกับไม้ที่แข็งแรงให้กดตะไบลง แต่ถ้าวางบนโต๊ะให้ทำมุมเงยกับโต๊ะแล้วจึงใช้ตะไบแต่งคม จนครบทุกซี่ ตรวจสอบความคม เช่นเดียวกับการตรวจสอบใบกบ สิ่วก็ได้





เครื่องมือประกอบในงานช่างไม้


เครื่องมือที่ใช้ประกอบในงานต่าง ๆ ของช่างไม้จะทำให้ประสิทธิภาพของงานสูงขึ้น และเกิดความถูกต้อง ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือชนิดต่าง ๆ ดังนี้
                    


1.   ระดับน้ำ (Levels) ทำจากไม้หรือโลหะ รูปร่างยาวประมาณ 1 ¾”  x 3” x26” เป็นต้น ตรงกลางจะฝังหลอดแก้วซึ่งบรรจุน้ำไว้ภายใน (บางชนิดเป็นแอลกฮอล์) น้ำที่ใส่ในหลอดจะไม่เต็มและเหลือเป็นฟองอากาศ เพื่อตรวจสอบระดับ วิธีการตรวจสอบระดับคือ วางระดับน้ำบนชิ้นงาน ถ้าฟองอากาศในหลอดแก้วนี้อยู่ตรงกลาง แสดงว่าได้ระดับที่แท้จริง (บางชนิดจะมีทั้งหลอดแก้วในแนวตั้งและแนวนอน)


                                      
2.   ลูกดิ่ง (Plumb bob) ทำจากเหล็กหรือทองเหลือง รูปร่างคล้ายลูกข่าง ตอนปลายเรียวแหลม ตอนล่างมีที่ร้อยด้ายหลอด ลูกดิ่งใช้สำหรับทดสอบแนวดิ่งของอาคารกับส่วนอื่น

            


3.      ขอขีดไม้ (Maring gauge) ได้อธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ข้างต้นแล้ว



                            


4.   เหล็กส่งหัวตะปู (Nail set) เป็นแท่งเหล็กตันยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ¼ นิ้ว ปลายเรียว ขนาดของปลายไม่แน่นอน แล้วแต่ขนาดตะปูที่ใช้ส่งหัวลงในเนื้อไม้ เพื่อประโยชน์ในการเก็บรอยตะปูที่เป็นงานเคลือบเงาต่าง ๆ

                 


5.   ตะไบและบุ้ง (Files and rasp) ตะไบและบุ้งใช้แทนเครื่องมืออื่นที่ตัดแต่งไม่สะดวก ตะไบที่ใช้แต่งคมเครื่องมือช่างไม้มีหลายชนิดแตกต่างกัน เช่น ตะไบแบน ตะไบครึ่งวงกลม ตะไบกลม และตะไบสามเหลี่ยม ขนาดของตะไบจะยาวตั้งแต่ 4-14 นิ้ว ฟันของตะไบแบ่งเป็น 2 ชนิด คือฟันคู่ (Double cut) และฟันเดี่ยว (Single cut) ส่วนลักษณะของบุ้งจะหยาบกว่าตะไบ โดยจะมีส่วนที่ยื่นแหลมออกมาเป็นปุ่มๆ เรียกว่าฟัน สามารถจะทำงานได้เร็วกว่าตะไบ แต่งานจะหยาบกว่า ดังนั้นการใช้งานควรใช้ควบคู่กันโดยใช้บุ้งก่อนแล้วจึงเก็บงานด้วยตะไบ

อ้างอิง : http://www.st.ac.th/engin/wood.html


                                                                            
การดูแลรักษาเครื่องมืองานช่างไม้




                               
                             

1.ดูแลรักษาความสะอาดบนโต๊ะฝึกงานและพื้นที่รอบๆ
2. เก็บเครื่องมือให้เรียบร้อยเมื่อใช้งานเสร็จ
3. ตรวจสอบเครื่องมือด้วยน้ำมันหรือจาระบี เพื่อรักษาเครื่องมือที่เป็นโลหะ4. ควรเก็บเศษวัสดุดิบใส่ในกล่องหรือถังเก็บ
5. ทำความสะอาดทุกครั้งเมื่อเสร็จงาน เพราะความสะอาดในโรงงานเป็นความปลอดภัยอย่างหนึ่ง

อ้างอิง : http://www.st.ac.th/engin/wood.html


ความปลอดภัยในการใช้เครื่องมืองานช่างไม้

ความปลอดภัยในการทำงาน
1. ทำงานตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
2. ปรึกษาผู้ให้คำแนะนำในการททำงาที่ถูกต้องและปลอดภัย
3. อย่าลืมคำว่า ความถูกต้อง ต้องมาเป็นอันดับแรก
4. คำขวัญที่ดีกล่าวได้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือ ความปลอดภัย
5. หลีกเลี่ยงการเล่นอย่างคึกคะนองและให้ความสนใจป้ายเตือนต่างๆในโรงเรียน
การป้องกันตัวในการทำงาน
1. เสื้อผ้าที่หลวมจะโดนเครื่องจักรดึงหรือกระชากได้ เสื้อที่มีแขวนยาวควนติดกระดุมข้อมือให้แน่น หรือพับให้ถึงข้อศอก เสื้อผ้าที่ควรใช้ทำงานไม่ควรเป็นเสื้อแขนสั้นหรือเสื้อฝึกงาน
2. ควรถอดแหวน นาฬิกา และเครื่องประดับอื่นๆ ก่อนที่จะทำงานกับเครื่องมือ และเครื่องจักร
3. ควรสวมแว่นป้องกันแสงหรือป้องกันสายตา ประกอบด้วยเครื่องบังเพื่อป้องกันดวงตาจากเศษไม้ ตะปู ขี้เลื่อย และรอยเปื้อนต่างๆ
4. ควรสวมเสื้อป้องกันหูเมื่อทำงานรอบๆ เครื่องจักรในระยะเวลานานๆ
5. ควรเก็บหรือรวบรวมผมที่ยาวให้ห่างจากเครื่องจักรที่กำลังทำงาน การผูกผมไว้ด้านหลังหรือใช้ผ้าคลุมผม จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้ส่วนหนึ่ง
การรายงานอุบัติเหตุ
            การรายงานอุบัติเหตุต่างๆ ไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงเล็กน้อย และสิ่งที่ช่วยกันอันดับแรก คือ เมื่อมีแผลที่เกิดจากการตัดหรือขีดข่วน ซึ่งจะทำให้เชื้อ โรคเข้าไปในบาดแผลได้ หรือบางสิ่งบางอย่างเข้าตาแม้เพียงเล็กน้อย ต้องไปให้แพทย์ตรวจทันที

อ้างอิง : http://www.st.ac.th/engin/wood.html